บันเทิง » ช็อก! หนูแหม่ม เผยครั้งแรก เคยท้องแฝด แต่แท้งต้องเสียลูกไป!

ช็อก! หนูแหม่ม เผยครั้งแรก เคยท้องแฝด แต่แท้งต้องเสียลูกไป!

18 เมษายน 2018
40   0

คู่รักอารมณ์ดี หนูแหม่ม สุริวิภา กุลตังวัฒนา และ บ๊อบบี้ โรเบิร์ต พูนพิพัฒน์ แต่งงานกันมา 21 ปี ทั้งคู่ผ่านการพยายามมีลูก แต่ก็ไม่สำเร็จ และยังเคยผ่านอุปสรรคชีวิตเรื่องการเงินมาด้วยกัน ล่าสุดทั้งคู่มาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตคู่ในรายการ คลับฟรายเดย์โชว์ ช่อง GMM25

เห็นเถียงกันตลอด?

หนูแหม่ม : “ส่วนใหญ่เถียงกันได้ทุกเรื่อง เรื่องเล็กๆ ก็เถียงกันได้เลย”

บ๊อบบี้ : “แหม่มสามารถสั่งผมได้ทุกเรื่อง ผมก็จะบอกว่าแหม่มจำไว้ เดี๋ยวผมเอาคืน (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้เถียงกันให้แตกหัก”

รู้จักกันได้ไง?

หนูแหม่ม : “พี่ๆ ยุทธการขยับเหงือกรู้จักกับคุณพ่อของบ๊อบบี้ เป็นเพื่อนๆ กัน”

บ๊อบบี้ : “ตอนเจอแหม่มครั้งแรก ผมอยู่ไฮสคูล มางานศพของตาที่เมืองไทย ไม่มีเพื่อน พ่อพารู้จักกับยุทธการขยับเหงือก ตอนนั้นแหม่มสวยผอมเป็นลูกครึ่งด้วย คอยาวเชียว ก็เข้าไปคุยกับเขา”

หนูแหม่ม : “เขามาชวนคุย ก็ตอบเค้าว่าน้องยังพูดไทยไม่ได้ ไปฝึกพูดภาษาไทยมาให้ได้ก่อน เขาก็จ๋อย แต่ก็กลายเป็นเพื่อนกัน”

บ๊อบบี้ : หลังจากนั้น 4 ปีเรียนจบกลับมาเมืองไทย ก็มีแหม่มพาไปไหนมาไหน ตอนอยู่มาบตาพุด”

หนูแหม่ม : “เราก็เหนื่อยมากเลยต้องคอยมาพาไปไหน แล้วก็ชักรู้สึกว่ายังไงๆ ก็เลยถามว่าเอาไง จะเป็นแฟนหรือเป็นเพื่อน”

บ๊อบบี้ : “ผมก็บอกว่าแฟนไหม (หัวเราะ)”

แตกต่างมั้ย บ๊อบบี้โตอเมริกา แหม่มโตเมืองไทย?
หนูแหม่ม : “ต่างมากคนละโลก”

บ๊อบบี้ : “เกือบเลิกเลย เรื่องการดูแลครอบครัวของเขา เรามองว่าเยอะไป เราว่าทำแบบนี้จะผิดนะ แหม่มทำงานเลิกเที่ยงคืน ทำไมยังต้องคอยซื้อของกินให้ทุกคน แต่แหม่มบอกไม่ผิด ฉันคือหัวหน้าครอบครัว เราก็ไม่เข้าใจ ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

เรื่องความโรแมนติกล่ะ?
หนูแหม่ม : “หนูแหม่มไม่มีเลย บ๊อบบี้เป็นแนวหวาน เซ้นสิทีฟ เหมือนผู้หญิง จนต้องขอให้หยุด เสียเซลฟ์มั้ยที่ไม่ให้ทำแล้ว”

บ๊อบบี้ : “โน!! โล่ง (หัวเราะ)”

แต่เห็นมีอารมณ์ดีกันแบบนี้ก็ผ่านปัญหาอะไรมาเยอะ?

บ๊อบบี้ : “ตอนนั้นเราเพิ่งผ่อนบ้านทาวร์เฮาส์เสร็จ กำลังมีธุรกิจร้านเล็บ ซื้อออฟฟิศ มีลูกน้อง แล้วแหม่มแอบไปซื้อบ้านผ่อน 7 ปี ซึ่งปกติคนอื่นผ่อน 25 ปี 30 ปี แหม่มผ่อน 7 ปี เดือนละ 6 แสน!!

ตอนนั้นผมตกใจมาก มีตังค์ที่ไหน แหม่มบอกมี แต่! วันรุ่งขึ้นรายการเลิกสองรายการ ชมดาวเลิก มีหนี้ร้านใหม่ มีหนี้ออฟฟิศ มีหนี้บ้าน มีลูกน้อง ที่นี้มีหนี้เยอะมาก”

หนูแหม่ม : “ช่วงนั้นลำบาก หมุนกันแบบหมุนติ้ว”

บ๊อบบี้ : “ตอนนั้นมีหนี้ 50 ล้าน เงินในบัญชีติดลบแล้ว คราวนี้มีปัญหาหนักเลย ก็ต้องขายของออก ขายรถผม ผมนั่ง BTS กับแท็กซี่ไปเรียน ขายทุกอย่าง”

หนูแหม่ม : “แต่เราก็กลับมาทำงาน อุดทุกรอยรั่ว จนผ่านไปได้”

จังหวะนั้นเหมือนอยากมีลูกด้วย?

หนูแหม่ม : “ใช่ค่ะ เงินที่เรามี ส่วนหนึ่งก็เอาไปทำลูก เพราะทำกิฟต์ทีใช้เงินเยอะ ต้องมี 5-6 แสน

ตอนนั้นติดแล้วด้วย 3-4 ครั้ง ติดแฝดด้วยตั้ง 2-3 ครั้ง แต่ว่าหลัง 8 สัปดาห์ สัญญาณของหัวใจเขาไม่พัฒนา แล้วอีกอย่างเราทำงานด้วย ถามว่าเครียดหรือเปล่า หนูแหม่มเป็นคนไม่เครียด แต่หนูไม่สามารถบอกได้ว่าเครียด เพราะอาจเป็นความออโต้ของร่างกาย

แล้วช่วงนั้นเราก็ต้องไปเอาของร้านเล็บจากอเมริกา เราทำเอง บ๊อบบี้ก็เรียน พอคุณหมอบอก เอ้า คุณหนูแหม่มติดแล้วนะครับ แต่ทุกอย่างมันรันแล้ว มันไม่ได้มีโอกาสที่จะต้องมานั่งแบบพักนะคะคุณหนูแหม่ม เอ้าพัก มันไม่ได้”

บ๊อบบี้ : ทุกคนอาจจะคิดว่าทำไมไม่พัก ถ้าอยากมีลูกแหม่มต้องพัก แต่พักไม่ได้เพราะเรามีหนี้เยอะมากเลย เราต้องปลดหนี้ อยากมีลูก แต่หนี้ตามเรามาใกล้ชิดเลย ตอนนั้นผมโกรธมากเลย ที่ไปสร้างหนี้ (หัวเราะ)”

คิดจะเลิกมั้ย หนี้ 50 ล้าน?

บ๊อบบี้ : “ถ้าเลิกหนี้ก็ไม่ได้หาย หนีไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เราแต่งงานกันแล้วเราจะหนี เพราะมีหนี้ไม่ได้เลย”

ตอนนั้นกลัวมั้ย หรือคิดว่าหนี้หมดแน่นอน? 
หนูแหม่ม : ไม่กลัวค่ะ เพราะเรายังรู้ว่าเรายังทำงานอยู่ ร้านเล็บก็เริ่มเปิด ทุกอย่างรัน สัก 1-2 ปีทุกอย่างก็รันมาเหมือนเดิม จนถึงอายุที่เราตกลงกันว่าไม่ทำลูกแล้ว

คือตอนนั้นเวลาไปขนของ หนูแหม่มเวลาขึ้นเครื่องไปยังไม่ทันถึงสถานีปลายทางเลยเลือดหนูแหม่มก็ซึมแล้ว เราไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องทำเพราะหนี้ แต่เราต้องทำเพราะเราทำทุกอย่างไว้แล้ว มันรันไปหมดแล้ว อะไรที่ทำได้ก็ต้องทำเองต่อ

ลูกติดแล้วพอไปถึงเลือดก็ไหลออก มันก็หลุด เอ้าหลุดเหรอ ไม่เป็นไร ฉันก็แพ็กของของฉันต่อ หนูแหม่มเป็นคนแบบนี้แหละ อะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป อันนี้ก็เหมือนกัน เราก็ต้องพยายามทำทุกอย่างอุดรอยรั่ว สองปีก็เข้าที่”

ต้องจับมือกันแน่นมากกับปัญหาตรงนี้?
หนูแหม่ม : “ต้องอย่างนั้นแหละค่ะ ถ้าเราคิดจะอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน อยู่ในเรือลำเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันทำ แต่ถ้าใครคนใดจะไปเราก็ต้องสู้ แหม่มไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ อยู่แล้ว”

เห็นเข้มแข็งแบบนี้ หนูแหม่ม ร้องไห้มั้ย?
หนูแหม่ม : “น้อย”

บ๊อบบี้ : “น่าจะแค่ 2 ครั้ง ครั้งแรกทะเลาะกันเรื่องที่บ้าน สองตอนจะมีลูก สามตอนวิ่งมาราธอนเมื่อเดือนที่แล้ว (หัวเราะ)”

เรื่องอยากจะมีลูก เห็น หนูแหม่ม เคยให้สัมภาษณ์ว่าเจ็บกายไม่เท่าเจ็บที่หัวใจ?

หนูแหม่ม : “ใช่มันอย่างนี้ค่ะ พอเราทำมันติดปุ๊บ ใจเรามันจะพุ่งขึ้นเลย เพราะเรารอคอยมาตลอด เฮใจพุ่งเลย พออีกอาทิตย์จะรู้ผล พอมันไม่ติดใจมันจะตกเลย เพราะเราคาดหวัง แล้วเวลามันไม่ได้ตามหวัง มันเสียใจ แต่ดีแล้วที่ไม่มีลูก สรุปวันนี้คำนี้ใช้ได้เลย ดีแล้วที่ไม่มีลูก

พอเวลาเห็นน้องเลี้ยงเด็ก เลี้ยงลูก เพิ่งรู้สึกว่าเราไม่เหมาะจะเป็นแม่คนจริงๆ ไม่งั้นเสียคนหมด เพราะตามใจเด็กมาก ไม่ก็เลิกกันไปเลย”

บ๊อบบี้ : “ถ้ามีผมว่าเลิกกัน เพราะน่าจะคนละแบบ”

หนูแหม่ม : “บ๊อบบี้เขาน่าจะเลี้ยงอีกแบบ แล้วหนูแหม่มก็จะเป็นคนไม่ยอม ต้องเอาวิธีฉันสิ”

ที่อยู่ๆ กันมา พี่หนูแหม่ม ปรับตัวเองลงมาบ้างมั้ย?
หนูแหม่ม : หนูแหม่มรู้สึกตัวเองว่าปรับ หนูแหม่มเป็นคนจริงจัง เป็นคนดุนะคะ เป็นคนยอมไม่ชอบความอึดอัด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่หนูแหม่มดุ หรือต้องจริงจัง คือแตกขาดไปเลย ไม่มีก็ได้ ไม่อยู่ด้วยก็ได้ หนูแหม่มเป็นคนแบบนี้

แต่ว่าหนูแหม่มเปลี่ยนมุมมองตัวเองว่า ไม่สิ มันไม่ได้เป็นที่หนูแหม่มคนเดียว หนูแหม่มตัดสินใจแทนทุกคนได้ยังไง

เมื่อก่อนหนูแหม่มตัดสินใจแทนทุกคนเพื่อให้ได้ดั่งใจตัวเรา (แทนผมด้วยบางครั้งบ๊อบบี้พูดเสริม) ทุกวันนี้ก็ยังเป็น ตัวเราเองเปลี่ยนยากที่สุด แต่ถ้าเราเห็นรู้สึกตัวเองเร็ว น่าจะเป็นประโยชน์ที่สุด หนูแหม่มก็จะเปลี่ยนตรงนี้พอสมควร”

บ๊อบบี้ : “เขาเปลี่ยนเยอะมาก หลังจากปฏิธรรม หลังจากใจร้อน ต้องการทุกอย่างเดี๋ยวนี้ตอนนี้ ตอนนี้สโลว์มาก เค้าคิดก่อนที่จะพูดอะไรออกมา”

หนูแหม่ม : “รู้งี้หนูแหม่มเปลี่ยนนานแล้ว แต่ก่อนเหนื่อยเชียว ยกทุกอย่างไว้หมด”

ใจดีขนาดให้ บ๊อบบี้ ไปเที่ยวกับสาวๆ ก็ได้
หนูแหม่ม : “ไม่ได้เป็นมาตลอด เพิ่งมาเป็น อาจจะเป็นเพราะเราเป็นเพื่อนกัน เรารู้ว่าความสุขคนเราไม่เหมือนกัน แต่มันต้องอยู่บนการพิสูจน์ ไม่ใช่ว่าหนูแหม่มซื้อเมมเบอร์ให้ผัว ใช่ หนูแหม่มซื้อ อยากเมมเบอร์ที่ไหนบอกเลย หนูแหม่มซื้อให้ได้ แต่หนูแหม่มรู้ว่าขอบเขต ลิมิตของบ๊อบบี้มีแค่ไหน”

แตกต่างกันมาก ทำยังไงอยู่ด้วยกัน อะไรคือหลักชีวิตคู่
หนูแหม่ม : “เป็นเพื่อน ต้องเป็นเพื่อน เวลาเราพูดเล่นกันแรงๆ ได้นะ แต่เวลาเรารับรู้อารมณ์กันได้ เราเอาไปปรับ เราคิดทัน เรากลับไปในโหมดที่ไม่ได้เฟค หรือทำการแสดง แต่เราสามารถกลับไปพูดกันแบบหวานๆ ได้ ครอบครัวแต่ละครอบครัวคนละบริบทอยู่แล้ว เผอิญเราเอาคำว่าเพื่อนเป็นหลัก เราต้องมีเพื่อนในชีวิต”

บ๊อบบี้ : “เพราะเราเป็นเพื่อนก่อน ถึงค่อยแต่ง”

หนูแหม่ม : “ที่เราอยู่ด้วยกันมันจะมีความดี หรือความน่ารัก อย่างหนูแหม่มจะรู้สึกตลอดเลยว่า โชคดีจังเลยที่บ๊อบบี้ใจเย็น มันต้องมีอันนี้ ที่เราจะนึกถึงแล้วใช้ข้อดีอันนี้ให้บ่อยที่สุด ในโซเชียลมักเขียนว่า อีอ้วนอวดผัว จะว่าอวดก็ได้เพราะมันมีเพื่อนคนหนึ่งที่ดีขนาดนี้จะไม่อวดเหรอ”

บ๊อบบี้ : “โอ้โห ผมเพิ่งรู้ (แซวภรรยา)”

ในขณะที่ หนูแหม่ม ใจกว้าง บ๊อบบี้หึงมั้ย?
หนูแหม่ม : “ไม่หึงนะ แต่มาแรกๆ เพื่อนแหม่มเป็นผู้ชายเยอะมาก ก็คิดว่าทุกคนต้องจีบเค้า มาตอนแรกหึงพี่ดู๋ สัญญา หึงมาก ใส่แว่น ขาว ดูเท่ พี่ดู๋จะจีบแหม่มแน่”

หนูแหม่ม : “สงสารพี่ดู๋มั้ย (หัวเราะ)”

บ๊อบบี้ ขี้ใจน้อยมั้ย?

หนูแหม่ม : “เค้าเป็นแต่เค้าไม่รู้ตัว”

บ๊อบบี้ : “ผมน้อยใจแหม่ม เมื่อก่อนน้อยใจว่าเค้าดูแลครอบครัวมากกว่าดูแลไอ ความเป็นฝรั่ง ภรรยาต้องดูแลไอก่อน แล้วค่อยดูแลครอบครัว แต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้ว”

อยากจะบอกอะไรกันและกัน

บ๊อบบี้ : “อยากจะขอบคุณที่ให้ความอิสระตลอดเวลา ถ้าไม่ให้ก็หนี (หัวเราะ) ขอบคุณที่ดูแลตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทย”

หนูแหม่ม : “หนูแหม่มไม่อยากได้อะไร มันได้หมดแล้ว หลังจากนี้คือโบนัส บ๊อบบี้เป็นแบบนี้ทุกวันนั่นแหละ ต้องขอบคุณที่เค้าใจเย็น และฟังไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ)”

บ๊อบบี้ : “ผมฟังรู้แต่บางอย่างต้องคัตออก แต่ละคนต้องเอาอีโก้มาวางข้างๆ อย่าเอาอีโก้มาใช้ในความสัมพันธ์ ไอจะวางทิ้ง ไม่รู้สึกว่าเอาชนะกัน ถ้าแหม่มเป็นแบบไหนผมเข้าใจ เพราะเราวางอีโก้ไว้ ไม่ได้มีว่าผมจะแพ้ แหม่มจะชนะ”

ที่มาของเนื้อหา : www.thairath.co.th