ต่างประเทศ » เจซี 'ไทย-ลาว' ชู 'ยุคทอง' ความร่วมมือ 2 ประเทศ

เจซี 'ไทย-ลาว' ชู 'ยุคทอง' ความร่วมมือ 2 ประเทศ

4 กุมภาพันธ์ 2018
56   0

น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ (เจซี) ไทย-ลาว ครั้งที่ 21 ร่วมกับนายสะเหลิมไซ กมมะสิด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศลาว เพื่อผลักดันความร่วมมือในสาขาต่างๆ ให้มีผลคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม และร่วมกันกำหนดแนวทางความร่วมมือไทย-ลาว ต่อไปในอนาคต ภายใต้แนวคิด “ความเชื่อมโยงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงกันในทุกมิติ

น.ส.บุษฎีกล่าวว่า ที่ประชุมแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์ไทย-ลาว ที่อยู่ในระดับที่ดีมาก จนถือได้ว่าเป็น “ยุคทอง” ของความร่วมมือระหว่างกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นที่ครอบคลุม ตั้งแต่ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ซึ่งที่ประชุมให้ความสำคัญต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา รวมทั้งเร่งรัดการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน เพื่อไม่ให้ปัญหาเขตแดนเป็นอุปสรรคในการพัฒนาร่วมกัน และเน้นการบริหารจัดการชายแดนที่เข้มแข็งในทุกระดับผ่านทุกกลไก เพื่อให้ชายแดนไทย-ลาวมีความมั่นคงและเป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับประชาชนของสองประเทศ มุ่งมั่นป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ เร่งรัดการปรับสถานะแรงงานลาวในไทยให้ถูกกฎหมายเพื่อให้ได้รับสิทธิและการคุ้มครอง รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้คุมขังกลับไปรับโทษในประเทศตน

น.ส.บุษฎีกล่าวอีกว่า ในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ได้เร่งรัดการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันทั้งด้านกายภาพและกฎระเบียบ ผ่านการเชื่อมโยงทั้งทางถนน สะพาน และทางรถไฟ โดยเห็นพ้องร่วมกันที่จะสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ เป็นลำดับแรก และจะเชื่อมโยงโครงการรถไฟลาว-จีน เข้ากับโครงการรถไฟไทย-จีน รวมถึงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงสำหรับรถไฟโดยเฉพาะที่จังหวัดหนองคาย ควบคู่ไปกับการเร่งรัดให้มีการอำนวยความสะดวกการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าข้ามพรมแดน และการไปมาหาสู่กัน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ทั้งสองประเทศยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันอีก 2 เท่า หรือราว 11,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2564 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือกันเพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริมการค้า และหาทางขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตกลงกันไว้ต่อไป

ที่มาของเนื้อหา : www.matichon.co.th